Profil von KittipongC a F É Ð e L M a R ...FotosBlogListen Extras Hilfe

ย้ายบ้าน

 
ที่อยู่บ้านใหม่ http://sisaon.multiply.com
 
 

อารมณ์หนุ่ย

 
จะบอกว่า โคตรชอบพี่หนุ่ยเลย 
ไมโครคงจะเป็นอมตะไปเเล้ว
ใจโทรมๆด้วย 
 
 
 
  
 
 

N O B O D Y _ K N O W S

 

 
ไม่ได้อัพสเปชมานานเลย ช่วงนี้ถ้าไม่มีเรื่องโดนใจจริงๆก็คงไม่มีอะไรเกิดในสเปชนี้เเน่ๆ ...
 
เมื่อคืนหยิบหนังเรื่องโปรดขึ้นมาเรื่องนึง หนังนานมาเเล้วปี 2004 ได้ ดูเป็นรอบที่สาม เคยคิดมั๊ยครับว่าหนังที่เคยดูเเล้ว มันจำเนื้อเรื่องได้หมดเเล้ว ก็ไม่มีอารมณ์จะดูอีก เเต่เคยสังเกตมั๊ยว่าหนังหลายๆเรื่อง ยิ่งดูอีกหลายๆรอบยิ่งได้อะไรจากมันมากขึ้น ลายละเอียดหรือสิ่งที่ผู้กำกับอยากจะบอก ผู้ชมบางคนไม่อาจสัมผัสได้ในรอบเเรกที่ดู
 
ส่วนตัวผมชอบหนังที่ทำจากผู้กำกับญี่ปุ่นมากกว่าทางฝั่งอเมริกา อาจเป็นเพราะบางอย่างเราซึมซาบได้จากพวกหัวดำเหมือนกันได้ง่ายกว่า หนังหลายๆเรื่อง รวมทั้งการ์ตูนในใจจึงมาจากญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ สาธยายซะยาวอยาก Point ไปที่หนังเรื่องนี้หละครับ
 

 

      ในปี 1998 หญิงม่ายเเละลูกชายวัย 12 ขวบ ย้ายเข้ามาในอพาร์ตเมนท์หลังใหม่ ไม่มีใครในตึกรู้ว่าจริงๆเเล้ว ครอบครัวนี้ยังพาลูกๆต่างพ่ออีก 3 คนตามเข้ามาด้วย ทุกคนหลบอยู่ในห้องตามคำสั่งเเม่ ไม่เคยออกไปข้างนอก ไม่มีสูจิบัตร ไม่ไปโรงเรียน ไม่มีตัวตนตามกฎหมาย

 

     

         วันนึงหญิงม่ายก็ตัดสินใจทิ้งลูกทั้งสี่คน ให้เผชิญชิวิตอยู่ตามลำพังในอพาร์ตเมนท์ พวกเด็กๆเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันเเละกัน อะคิระพี่คนโตก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ทุกอย่างเหมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว อยู่กินกันตามลำพังนานกว่าหกเดือน เเต่ด้วยความเป็นเด็กที่ไม่มีประสบการณ์กันทั้งหมด การดำเนินชิวิตก็เลยกระท่อนกระเเท่น เเละหลายสิ่งที่เกิดกับเด็กๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้

 

 

       ครั้งเเรกที่ดูหนังเรื่องนี้ บอกตรงๆว่านั่งยิ้มไปเกือบค่อนเรื่อง คิดในใจว่าเป็นหนังที่ทำได้น่ารักทีเดียว ทั้งนักเเสดงทุกๆคน คาเเรคเตอร์ ที่เป็นธรรมชาติ อะคิระ เคียวโกะ ยูกิ ชิเงรุ น่ารักทุกๆคน ชอกโกแลต อพอลโล รองเท้าเเตะหมีน้อย ปิ๊ปๆ เวลาเดิน บะหมีกึ่งสำเร็จรูป กระถางต้นไม้ปลูกเอง เครื่องบินที่ยูกิอยากเห็น รอยยิ้มขำๆ จริงๆ ที่บางทีรู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่ได้เล่นหนังให้เราดู

      .....พอดูจบเเล้วก็ยิ้มไม่ออกเเฮะ....

 

สถาบันครอบครัว แกนหลักสำคัญคือพ่อเเม่ หรืออย่างน้อยต้องมีคนใดคนหนึ่งค้ำอยู่  ทั้งนี้ยังรู้สึกภูมิใจกับบางคนที่ไม่มีทั้ง พ่อเเละเเม่ เเต่เขาก็ยังเดิน สู้ เเละไม่ยอมเเพ้กับหลายๆสิ่งในโลกเน่าๆใบนี้ เเต่ก็เห็นใจกับบางคนที่ขาดพ่อเเละเเม่ เเละไม่สามารถเดินต่อไปได้ ติดยาบ้าง การพนันบ้าง...

จริงๆเเล้วถ้าเข้าใจทางพุทธดีๆ มันก็คือเรื่องของ กรรม เหมือนกัน เเต่จริงๆเเล้วอีกที ถ้าเขาคนนั้นยังอยู่กับพ่อเเละเเม่ที่ดี เขาอาจไม่ต้องรับกรรมเพิ่มขึ้นก็ได้

 

...

อย่างที่บอกว่ายังไงๆผมก็ยังหลงรักหนังญี่ปุ่นอยู่เสมอ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่บ่งบอกความเป็นญี่ปุ่นอย่างดีทีเดียว ทั้งมุมมอง สถานที่ มุมภาพ เพลง ... ส่วนตัวผมชอบหนังที่ภาพสวย แปลกๆ เพลงโดนๆ ก็กินไปครึ่งใจเเล้ว ได้เนื้อหาเเละมุมมองเข้ามาบวกเพิ่มก็เอาไปทั้งใจเลยทีเดียว เพลงที่เเนบนี้ก็ capture มาจากหนังเรื่องนี้เช่นกัน อยากหาเป็นไฟล์เพลงหาไม่ได้เเฮะ 555

 

*ตอนนี้กำลังโหลดหนังการ์ตูนของ Studio Ghibli เรื่อง My Neighbors the Yamadas อยู่ ชอบลายเส้นอย่างเเรง ออกมานานเเล้วเเต่ยังไม่เคยดู ไม่ใช่เรื่องใหม่ในปีนี้ที่ลูกชายของ Miyazaki กำกับนะ ไว้มาคุยใหม่ ถ้าประทับใจ อิอิ

 

 

 

 

 

 

The Seven Levels of Photographers

 บทความโดย Ken Rockwell
แปลและเรียบเรียงโดย Y. Charles
และขอขอบคุณผู้ที่ช่วยเรียงเรียงมา ณ ที่นี่ด้วย

ศิลปิน : ระดับสูงสุด (ระดับ 7) (เทียบเท่าได้กับ "สวรรค์" ทางศาสนาคริสต์)

นี่คือระดับสูงสุด

ศิลปินนำเอาจินตนาการของเขาถ่ายทอดลงในรูปแบบที่จับต้องได้ที่ชื่อว่า ภาพถ่าย เขาถ่ายทอดจิตวิญญาณของสถานที่หรือบุคคล ทั้งที่มีอยู่จริงหรือสิ่งที่สร้างขึ้นตามจินตนาการลง ในในภาพถ่าย และผู้ชมก็ตอบสนองต่อสิ่งนี้

ศิลปินเป็นผู้ที่ควบคุมอุปกรณ์ของเขาได้ดั่งใจ เมื่อเขาสร้างสรรค์งานศิลปะ ศิลปินจะก้าวข้ามเหนือขอบจำกัดทั่วไปของความมีอยู่ อันเนื่องมาจากจิตวิญญาณของเขาได้ล่องลอยไปหาสิ่งที่เขากำลังบันทึก เขาอาจจะฝึกฝนและเรียนรู้กับเครื่องมือของเขา เมื่อเขาไม่ได้สร้างสรรค์งานศิลปะ แต่เมื่อเขากำลังสร้างสรรค์งานศิลปะ กล้องถ่ายภาพเป็นเพียงส่วนต่อขยายจากจิตใจของเขา ไม่มีจิตใดๆ ที่ติดค้างอยู่กับปัญหาทางเทคนิคในขณะที่เขากำลังถ่ายภาพ

ถ้าเปรียบเทียบกับดนตรี นักดนตรีอาจจะฝึกซ้อมสเกลตัวโน้ตกับเครื่องดนตรีของเขา แต่เมื่อเขากำลังเล่นดนตรีจริงๆ เขาไม่เคยคิดถึงแม้แต่การวางนิ้ว เขาได้เข้าไปเป็นส่วนนึงของดนตรีในขณะนั้นแล้ว

เหมือนกับโปรนักโต้คลื่นผู้มีกระดานโต้คลื่นเป็นโหลๆ หรือโปรกีตาร์ที่มีกีตาร์ 23 ตัว ศิลปินอาจจะมีกล้องเป็นสิบๆ แต่ละตัวไว้สำหรับงานแต่ละแบบ

แต่ในขณะเดียวกัน ศิลปินบางคนก็อาจจะมีกล้องเพียงตัวเดียว หรือไม่มีเลยก็ได้ มันไม่สำคัญใดๆ

ศิลปินบางครั้งจะแต่งตัวแปลกๆ และนอนดึก พวกเขาชอบที่จะถ่ายภาพสาวๆ ที่น่าสนใจ และภูมิใจสำหรับสิ่งนั้น

ไม่เคยมีใครที่ได้เห็นงานของเขา เพราะว่าพวกเขามีทักษะยอดแย่ในการโปรโมตตัวเอง ที่แย่กว่านั้นคือ พวกเขาไม่ค่อยจะชื่นชมผลงานตัวเองเท่าไรนัก นอกจากพวกที่ร่วงไปอยู่ระดับ "เทวดาตกสวรรค์" ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก เพราะว่าคุณจะไม่เคยเห็นผลงานของศิลปินจริงๆ เลย นอกเสียจากคุณจะรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ศิลปินที่ดีมักจะรู้สึกเขินอายเกินกว่าจะแสดงผลงานให้ใครๆ ดู นอกเสียจากคุณจะคะยั้นคะยอเค้าเท่านั้น เนื่องจากงานของพวกเขาเหมือนจิตวิญญาณของพวกเขานั่นเอง

ศิลปินจะใช้กล้องอะไรก็ได้ รวมไปถึงกล้องรูเข็ม และกล้องใช้แล้วทิ้ง หรือเลยไปถึงกล้อง 8x10 พวกเขาใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ที่เขาต้องการ ตราบที่มันสามารถใช้สร้างภาพที่พวกเขาต้องการได้

เทวดาตกสวรรค์ : ระดับ 6

เหล่าเทวดาตกสวรรค์คือศิลปินที่ขายวิญญาณของตนเองเพื่อแลกกับเงินหรือยา

เพราะว่าพวกเขายอมลดตัวเอง วิสัยทัศน์ของพวกเขาจึงถูกจำกัด

ทำไมหรือ? เพราะว่า เมื่อคนใดคนหนึ่ง จำเป็นต้องขายวิญญาณของตน เพราะแลกกับอาหาร ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่ยอมใช้สไตล์ใหม่ๆอีก ถ้าเกิดงานของพวกเขาสามารถทำเงินได้ หลังจากทดลองมาหลายปี มันก็เป็นการยากที่พวกเขาจะเปิดรับสไตล์การถ่ายภาพใหม่ๆ ตราบใดที่พวกเขายังไม่อยากอดตาย

ศิลปินที่มีนายหน้าอาจจะเสียนายหน้านั้นๆ ถ้าพวกเขาเปลี่ยนสไตล์การถ่ายภาพ

เพราะฉะนั้น ศิลปะที่มีไว้ขายจากบางคนนั้นยากที่จะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลง

สไตล์ที่ขายได้นั้นเป็นสิ่งที่นายหน้าและผู้ซื้อต้องการที่จะเห็น ลองอ่านหนังสือของ
Barnbaum เกี่ยวกับศิลปะ มันเป็นเรื่องแปลกมากที่จะเห็นเหล่าเทวดาที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้เปลี่ยนวิถีการทำงาน เมื่องานของพวกเขาได้รับการยอมรับแล้ว

ต่อเรื่องเหล่าเทวดาตกสวรรค์ที่ระดับ 10
ที่นี่

มือสมัครเล่น: ระดับ 5

เหล่าคนที่ได้เงินจากภาพถ่ายของพวกเขาน้อยกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมดคือมือสมัครเล่น แต่สิ่งนี้ไม่ได้บ่งบอกอะไรเลยเกี่ยวกับคุณภาพของภาพถ่าย

คนกลุ่มนี้ชอบที่จะถ่ายภาพ มือสมัครเล่นฝีมือดีสามารถที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินได้โดยตรง

คนที่ถ่ายภาพงานแต่งงานหรืออื่นๆ ตามวันหยุดสุดสัปดาห์ ยังนับเป็นมือสมัครเล่นอยู่ พวกเขาแค่คิดเงินสำหรับภาพถ่ายเท่านั้น และจาก
ที่นี่ คุณสามารถเห็นได้ว่า บางครั้งพวกเขาคิดเงินเยอะซะด้วย

เหล่ามือสมัครเล่นที่คิดว่ากล้องที่ดีกว่าจะช่วยให้ภาพถ่ายดีขึ้น อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะลดตัวไปอยู่ในระดับต่ำสุดของพวกช่างวัด ช่างภาพสมัครเล่นหลายคนถูกปั่นหัวโดยเหล่าผู้ผลิตกล้อง ทำให้คิดว่าพวกเขาต้องการกล้องดีๆ เพื่อภาพสวยๆ ซึ่งความคิดนี้เป็นอุปสรรค์ต่อการสร้างสรรค์ศิลปะ

เหล่ามือสมัครเล่นที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับการสร้างสรรค์ศิลปะขั้นสูง กำลังก้าวไปสู่ทางแห่งแสงสว่าง

การเป็นมือสมัครเล่นเป็นสิ่งที่ดี จากระดับนี้จะสามารถก้าวไปสู่ระดับศิลปินได้ง่าย

มือสมัครเล่นส่วนมากมักจะถ่ายภาพด้วยกล้อง Canon SLR

มือใหม่ : ระดับ 4

นี่คือสิ่งที่แม่ผม และคนอื่นส่วนมากเป็น คนเหล่านนี้ต้องการความทรงจำ ไม่ใช่ภาพถ่ายหรือกล้องถ่ายภาพ

มือใหม่เป็นศิลปินทางภาพถ่ายที่สามารถถ่ายภาพที่สร้างความประทับใจให้ผู้อื่นรอบข้าง มือใหม่เหล่านี้เป็นศิลปิน แต่ไม่เคยรู้ตัวเองเลย พวกเขามักจะแต่งตัวดีกว่าศิลปินที่คิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน

เชื่อไหมล่ะ พวกเขาเป็นคนที่สร้างสรรค์ภาพถ่าย ไม่ใช่กล้องถ่ายภาพ

ช่างภาพอาชีพ : ระดับ 3

กลุ่มช่างภาพอาชีพเป็นผู้ที่หาเลี้ยงชีพจากการขายภาพถ่าย

ช่างภาพอาชีพไม่ได้สร้างสรรค์ศิลปะเพื่อหาเลี้ยงชีพ พวกเขาสร้างภาพถ่ายเพื่อการค้า พวกเขามักจะมีความคุ้นเคยบ้างกับอุปกรณ์ และสามารถสร้างสรรค์งานดีๆ ได้ แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้บันทึกจินตนาการของพวกเขาลงไป

แน่นอนว่าช่างภาพอาชีพสามารถสร้างภาพยอดเยี่ยมได้ แต่ว่านั่นเป็นในเวลาส่วนตัวของพวกเขา

ช่างภาพอาชีพใช้เวลาน้อยมากที่จะกังวลเกี่ยวกับอุปกรณ์ถ่ายภาพ ยกเว้นเสียเมื่อพวกมันเจ๊งเท่านั้น ส่วนใหญ่พวกเขาจะมองหางาน และบ่นเรื่องช่างภาพคนอื่นลดราคาค่าตัวเสียมากกว่า

ช่างภาพอาชีพจ่ายเงินค่าฟิล์มและค่าล้างในแต่ละเดือนมากกว่าที่จ่ายไปกับอุปกรณ์ในแต่ละปี

ไม่มีช่างภาพธรรมชาติอาชีพในโลกนี้ พวกเขามักมีงานอื่นๆ หรือไม่ก็ได้ภรรยาสนับสนุน

เหล่าช่างภาพอาชีพมักจะใช้กล้อง Nikon SLR,
Mamiya หรือว่า Calumet 4x5" พวกเขาไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ได้ดีเท่ามือสมัครเล่นที่จริงจังบางคน

จนกว่าคุณจะเป็นคนซื้อภาพถ่ายโฆษณา หรือรู้จักคนหนึ่ง คุณจะไม่รู้จักช่างภาพอาชีพจริงๆ คนที่คุณเห็นในโฆษณากล้องถ่ายภาพ อ้างตนเป็นช่างภาพอาชีพ มักจะเป็นเพียงหน้าม้าเท่านั้น

ช่างภาพอาชีพไม่มีเว็บไซต์ และไม่เคยส่งจดหมายทางเทคนิคออกไป คนพวกนี้มันจะเป็นมือสมัครเล่นมากกว่า

มือสมัครเล่นผู้ร่ำรวย : ระดับ 2

กลุ่มคนนี้คือมือสมัครเล่นผู้ซื้ออุปกรณ์มากเกินความจำเป็นเนื่องจากพวกเขามีเงินมาก แต่มันกลับกลายเป็นโซ่ตรวนแก่จินตนาการของตนเอง คนเหล่านี้มักจะเป็นผู้ชาย ส่วนมากมักจะสูงอายุ และเกษียณแล้ว

กลุ่มคนรวยเหล่านี้มักจะใช้ Leica, Contax, Alpa, Hasselblad, Linhof 4x5 กล้องเหล่านี้เป็นกล้องที่ดีเยี่ยม แต่ว่าภาพถ่ายที่ได้กลับออกมาเหมือนกับใช้กล้อง Zenit, Pentax, Bronica และ Tachihara ถ่ายเอา

ส่วนคนที่จนกว่าคนอื่นหน่อยก็ใช้กล้อง Nikon หรือ Canon SLR

ช่วงหลังๆ พวกนี้หันมาจับกล้องดิจิตอล SLR สำหรับงานหนังสือพิมพ์ อย่างเช่น Canon EOS-1D หรือ Nikon D1X ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว ให้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าฟิล์มที่ใช้โดยมือใหม่ คนที่โง่มากๆ จะรอให้กล้องอย่าง Contax N digital ราคา 7000$ ออกมา ซึ่งเป็นกล้องที่ไร้ประโยชน์เสียยิ่งกว่า Nikon หรือ Canon DSLR และยังให้ผลในทางเทคนิคอย่กว่ากล้องฟิล์ม SLR ราคาถูกอีกด้วย (คิดว่าคงเป็นเรื่องของความยากในการใช้งาน : ผู้แปล)

ช่างภาพผู้มีอันจะกินบางส่วนชอบคิดว่าภาพขาวดำเบลอๆ ของคนจนนั้นเป็นศิลปะ

ช่างภาพผู้ร่ำรวยส่วนหนึ่งมักจะตกไประดับล่างสุดง่ายๆ เพราะว่าพวกเขาเป็นห่วงเกี่ยวกับอุปกรณ์ถ่ายภาพมากเกินไป บางส่วนพุ่งไปยังระดับศิลปินโดยตรง เพราะว่าพวกเขาไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอุปกรณ์อีกแล้ว เพราะว่าพวกเขามีสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดแล้ว เป็นเรื่องน่าแปลกที่ช่างภาพเหล่านี้ไม่ค่อยสร้างภาพธรรมดา ภาพส่วนใหญ่มักจะยอดเยี่ยม หรือยอดแย่ไปเลย

เหล่าช่างวัด : ระดับ 1 ล่างสุด (เทียบเท่าได้กับ "นรก" ในทางศาสนาคริสต์)

กลุ่มคนเหล่านี้ (และพวกเขาเป็นผู้ชายทั้งหมด) ไม่มีความสนใจในศิลปะหรือการถ่ายภาพเลย เพราะว่าพวกเขาไม่มีจิตวิญญาณ การที่ขาดวิญญาณ ทำให้พวกเขาไม่สามารถแสดงออกซึ่งจินตนาการหรือความรู้สึก นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมภาพถ่ายของพวกเขา (ถ้าพวกเขาเคยถ่ายภาพ) เฮงซวย

กลุ่มคนเหล่านี้เหมือนโดนหยุดกลางทาง แล้วก็เลยไม่เคยทำอะไรสำเร็จจริงๆ เสียที

การนั่งส่องภาพทดสอบเลนส์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ มันมีส่วนอะไรกับการออกไปถ่ายภาพต้น Joshua ตอนรุ่งสางหรือเปล่า? เปล่าเลย แย่ไปกว่านั้น เวลาที่เสียไปกับการนั่งทำการทดสอบมันคือเวลาที่เสียประโยชน์ในการไม่ยอมเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ของการถ่ายภาพ และแน่นอนมันเป็นเวลาที่ควรจะออกไปถ่ายภาพมากกว่า ทดสอบให้เพียงรู้ว่าอุปกรณ์ของคุณทำอะไรได้บ้าง แล้วก็ออกไปถ่ายภาพข้างนอก

พวกเขาสนแต่เพียงอุปกรณ์เท่านั้น พวกเขาสามารถพูดให้ฟังชนิดหูดับตับไหม้ถ้าคุณยอมคุยกับเขา แต่เมื่อไรที่คุณถามถึงผลงานภาพถ่าย พวกเขาจะเกิดอาการหลอนในบัดดล หรือถ้าพวกเขาอยากรู้ว่าทำไมกล้องของพวกเขาไม่ได้ช่วยในการถ่ายภาพเลย พวกเขาสามารถอ่าน
ได้ที่นี่

คนส่วนใหญ่มักจะมาจากสาขาอาชีพทางเทคนิค เช่นวิศวกรรม คอมพิวเตอร์ และวิทยาศาสตร์ คนพวกนี้กังวลมากเกินไปกับการพยายามใส่ตัวเลขให้กับทุกอย่าง ทำให้พวกเขาลืมความจริงที่ว่ากล้องถ่ายภาพหรือชาร์ททดสอบนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องใดๆ กับวิญญาณของภาพถ่ายเลย เพราะว่าพวกเขาเป็นห่วงเรื่องการวัดประสิทธิภาพกล้องมากเกินไป ทำให้พวกเราตั้งชื่อพวกเขาว่า "พวกช่างวัด" แต่น่าเสียดาย ที่กลุ่มคนพวกนี้เข้ามาใน KenRockwell.com เพียงเพื่อดูผลการทดสอบเท่านั้น

กลุ่มคนเหล่านี้ยังเล่นเครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ พวกเขาสนุกกับสิ่งพวกนี้เพียงเปลือกนอก แต่แทบไม่เคยใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อจุดประสงค์ของพวกมันจริงๆ เลย

คนที่อายุน้อยลงมาหน่อยจะนั่งเล่นเกมวิดีโอ หรือไม่ก็คุยในห้องแชทและเล่นเน็ต คนที่อายุมากหน่อยจะเข้าชมรม"กล้องถ่ายภาพ" (คุณควรจะเข้าร่วมชมรม "ถ่ายภาพ" ไม่ใช่ชมรม "กล้องถ่ายภาพ" หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พยายามจะให้คะแนนศิลปะ เพราะว่าศิลปะเป็นเรื่องของมุมมองส่วนบุคคล และไม่สามารถให้คะแนนเป็นตัวเลขได้) เช่นเดียวกัน คนพวกนี้ไม่เคยสร้างอะไรเป็นตัวเป็นตนจากอุปกรณ์พวกนี้ แต่พวกเขาเพียงแค่ตื่นเต้นที่จะครอบครอง ซื้อ หรือคุยเกี่ยวกับมันเท่านั้น

อุปกรณ์อย่างเดียวที่คนพวกนี้ไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก คืออุปกรณ์กำเนิดแสง และปรับปรุงแสง (เช่น แฟลช หรือ Softbox)

คนที่มีผลงานภาพถ่ายดีๆ ไม่ใช่พวกช่างวัด คนที่มีอุปกรณ์มากกว่าภาพดีๆ อาจจะเข้าข่าย คนที่สร้างเว็บไซต์เพื่อพูดถึงเรื่องอุปกรณ์เหล่านี้โดยเฉพาะ แต่ไม่เคยพูดถึงการถ่ายภาพเลย อาจจะอยู่ในกลุ่มนี้

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อย่าคุย หรืออ่านบทความ หรือถามเรื่องการถ่ายภาพกับพวกเขา สำหรับคนที่ไม่รู้ พวกเขาอาจจะเหมือนเป็นผู้ทรงความรู้ แต่จริงๆ แล้ว วิญญาณอันเจ็บป่วยของพวกเขาจะลากคุณเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนรก และทำให้ทั้งชีวิตของคุณคอยแต่เป็นห่วงว่าเลนส์ของคุณนั้นคมแค่ไหน ถ้าคุณเริ่มเป็นห่วงเรื่องนี้ คุณจะไม่เคยถ่ายภาพอะไรอีกเลย นอกจากกำแพงอิฐและชาร์ททดสอบ

กลุ่มคนพวกนี้ง่ายมากที่จะระบุ ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะเคยเห็นเว็บของพวกเขาแล้ว พวกเขายังมีข้อมูลอุปกรณ์เป็นร้อยๆ แต่ไม่ค่อยจะมีภาพถ่ายเท่าไร จงระวังข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายภาพให้จงหนัก

คนอื่นๆ อาจจะมีคำอื่นๆ สำหรับคนเหล่านี้
บทความนี้ให้มุมมองอีกมุมหนึ่ง

ผมเอาภาพอุปกรณ์ต่างๆ ออกจากเว็บนี้ เพราะว่าคนเหล่านี้เอาแต่นั่งดูอุปกรณ์ของผมมากกว่างานศิลปะของผม แบนด์วิทธิ์ที่ผมต้องจ่ายเงินกลับต้องมาถูกเขมือบกับพวกบ้าที่คอยดูแต่เลนส์ของผม มากกว่าภาพของผมใน
แกลอรี่ซึ่งเป็นจุดสำคัญของเว็บนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหน้าเว็บเหล่านั้นเป็นสีเหลีองซึ่งสร้างความแสบตาให้กับคนที่มัวแต่ดูเรื่องอุปกรณ์นานๆ

คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มักจะอีเมล์มาหาผมแต่เรื่องทางเทคนิคหรืออุปกรณ์ คนส่วนมากที่นั่งห่วงเรื่องระดับของตนเองนั้นจัดอยู่ในระดับล่างสุด พวกคนเหล่านี้มักจะเดินร่องรอยไปในอินเตอร์เน็ต แจกจ่ายความรู้ทางเทคนิคให้กับเว็บและแชทรูมอย่าง
Photo.net www.dpreview.com และ photocritique.net มากกว่าที่จะออกไปถ่ายภาพ คนเหล่านี้ไม่เลวเลย และกลุ่ม Leica ที่นี่ก็เป็นเพียงแค่นักสะสมกล้องเท่านั้น
 

Wotta mood today?

ดูรูป ฟังเพลง..อ่านพี่จิก
 
มวลวิกฤต

คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์คอลัมน์


สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ทำให้ผมนึกถึงคำคำหนึ่งขึ้นมา ผมเคยเขียนถึงไว้ครั้งหนึ่งเมื่อต้นปีที่แล้ว

มวลวิกฤตนะครับ ไม่ใช่ มวลชนวิกฤต

เรื่องที่เขียนไว้เมื่อปีที่แล้วชื่อตอน ลิงกับข้าวโพดหวาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทดลองทางพฤติกรรมมวลชนของสัตว์สังคมว่า อะไรทำให้เกิด หรือเมื่อไรจะเกิดกระแสการตัดสินใจไปในทางเดียวกันทั้งสังคม ผมตั้งชื่อเป็นไทยๆ คราวนั้นว่าทฤษฎีไม้กระดก เพราะนึกตามแล้วเห็นภาพเป็นไม้กระดกตามสนามเด็กเล่นทุกที

ศัพท์แสงทางวิชาการเรียกว่า มวลวิกฤต โดยแปลมาจากคำว่า Critical Mass คำคำนี้พบได้ทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์และฟิสิกส์

ขออนุญาตเล่าย่อๆ อีกครั้งสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน

สี่สิบปีก่อน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ไปที่เกาะโคชิมา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเกาะที่มีลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก เพื่อหาข้อสนับสนุนทฤษฎีไม้กระดกที่ว่า

การทดลองเริ่มขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์นำเม็ดข้าวโพดหวานไปหว่านไว้บนพื้นทราย เจอของโปรดอย่างนี้ ฝูงลิงก็พากันมาเก็บเม็ดข้าวโพดกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

จุดน่าสนใจอยู่ตรงที่นักวิทยาศาสตร์จะหว่านเม็ดข้าวโพดไว้บริเวณที่มีทรายเท่านั้น เพื่อให้เม็ดข้าวโพดเปรอะเปื้อนทราย เวลาจะกินแต่ละที ลิงก็ต้องคอยเอามือปัดออก หรือไม่ก็ต้องคอยบ้วนทรายออก

แล้วก็มีลิงอยู่ตัวหนึ่งอายุประมาณหนึ่งขวบที่ไม่ทำอย่างตัวอื่นเขา

ทุกครั้งที่เจ้าลิงน้อยเก็บเม็ดข้าวโพดที่เปื้อนทรายได้ มันจะนำไปล้างน้ำที่ลำธารใกล้ๆ ก่อนแล้วจึงนำมากิน ไม่ต้องบ้วนไม่ต้องปัด

นักวิทยาศาสตร์ยังคงจับตาดูพฤติกรรมของลิงทั้งฝูงต่อไปว่าจะมีลิงตัวไหนเอาอย่างบ้าง แล้วพวกเขาก็เริ่มเห็นพี่น้องและเพื่อนลิงตัวน้อยๆ บางตัวเริ่มทำตาม

ที่ลิงทั้งฝูงไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมมาทำอย่างเจ้าลิงน้อยนั้นนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์กันว่า อาจเป็นเพราะวิธีนี้มันก็ไม่ถึงกับเห็นได้ชัดว่าดีกว่าวิธีเก่า นั่นคือถึงแม้จะไม่ต้องบ้วนไม่ต้องปัดทรายออกจากข้าวโพด แต่ก็ต้องเสียเวลาเดินไปยังลำธารอยู่ดี

เวลาผ่านไปหลายเดือน

มีลิงเพิ่มเพียงวันละตัวสองตัวเท่านั้นที่เปลี่ยนพฤติกรรมมาล้างข้าวโพด แล้วก็ไม่ใช่ว่าลิงทั้งฝูงจะไม่เห็นวิธีที่เจ้าลิงน้อยกับเพื่อนๆ ทำนะครับ เห็นครับแต่ไม่ทำตาม

การทดลองดำเนินไปอย่างนี้อยู่เป็นปี นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเอาเม็ดข้าวโพดไปหว่านไว้บริเวณที่มีทรายทุกวันไม่มีขาด ฝูงลิงก็ยังคงมาเก็บข้าวโพดกินอย่างสม่ำเสมอ และถ้ามองด้วยสายตาก็สามารถแบ่งลิงออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ล้างเม็ดข้าวโพด กับกลุ่มที่ไม่ล้าง แม้ปริมาณลิงที่ล้างข้าวโพดจะเพิ่มจำนวนขึ้นจนเริ่มใกล้เคียงกับพวกที่ไม่ล้าง แต่ลิงที่เหลือก็ยังสมัครใจที่จะกินข้าวโพดด้วยวิธีเดิมๆ

แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจก็เกิดขึ้น

มันเกิดขึ้นภายในวันเดียว โดยไม่รู้จะอธิบายด้วยตรรกะง่ายๆ อย่างไรดี เช้าวันนั้นมีลิงวัยรุ่นตัวหนึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมไปล้างเม็ดข้าวโพดอย่างเจ้าลิงน้อยเข้า แล้วบ่ายวันนั้นลิงทั้งฝูงก็เปลี่ยนพฤติกรรมมาล้างเม็ดข้าวโพดกันหมด

นักวิทยาศาสตร์สงสัยทันทีว่าเจ้าลิงตัวที่เปลี่ยนพฤติกรรมในเช้านั้น มันมีความสำคัญขนาดไหนกัน หลังจากที่ดูจากบันทึกและตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่ามันก็เป็นแค่ลิงธรรมดาตัวหนึ่ง ไม่ได้เป็นจ่าฝูงหรือเป็นลิงที่แข็งแรงดุร้ายกว่าตัวอื่นอย่างใด

แล้วทำไมฝูงลิงจึงเปลี่ยนพฤติกรรมไปหมด

เจ้าของทฤษฎีนี้มีคำอธิบายครับ ลองฟังเขาดู

เมื่อในสังคมเกิดภาวะมวลวิกฤต (Critical Mass) และเกิดจำนวนวิกฤต (Critical Number) ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าเป็นจำนวนเท่าไรของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสังคม สังคมก็จะเริ่มยอมรับในพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง และก็จะเกิดการตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในกลุ่มที่เหลือทั้งหมด

อย่างที่บอก ถ้าให้ผมนึกตามง่ายๆ ผมก็คงนึกถึงไม้กระดกที่เด็กๆ เขาเล่นกัน เวลาที่ฝั่งหนึ่งมีจำนวนเด็กมากกว่าจนมีน้ำหนักมากกว่าอีกฝั่ง ฝั่งที่น้อยกว่านอกจากจะกระดกลอยสูงแล้ว บางครั้งเราก็อาจจะเห็นเด็กฝั่งที่น้อยไหลมาสู่ฝั่งที่มาก จนกลายเป็นมาอยู่ฝั่งเดียวกันได้

ผมว่าพวกเราก็คงจะเคยเจอสภาพเช่นนี้ เพื่อนฝูงหกเจ็ดคนหาร้านอาหารจะไปกินกัน แรกๆ ก็ถกเถียงว่าร้านเจ๊อ้อยบ้าง ร้านอาโกบ้าง เถียงกันอยู่สักพักแล้วก็มีคนหนึ่งที่ไม่ได้คิดว่าจะไปกินร้านไหนเลยพูดขึ้นว่าไปกินเจ๊อ้อยดีกว่า จู่ๆ ทุกคนก็กลายเป็นเปลี่ยนมาเทใจให้กับร้านเจ๊อ้อยกันหมด

แล้วผมก็ตั้งคำถามครับ น้ำหนักสุดท้ายที่ย้ายข้างนี่ ผมชักอยากรู้ว่ามันจำเป็นต้องหนักกว่าอีกข้างหนึ่งไหม

ทฤษฎีนี้ตอบว่า ไม่เกี่ยวกับการเอียงข้าง น่าสนใจนะครับประโยคนี้

เขาเน้นไปที่จำนวนหนึ่งที่วิกฤต และไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นสัดส่วนเท่าไรของสมาชิกทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมากกว่าครึ่งด้วย

จำนวนนี้นั่นแหละที่เขาเรียกกันว่า มวลวิกฤต

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Critical Mass : how one thing leads another ที่เขียนโดย ฟิลิป บอล (ขออนุญาตแปลว่า มวลวิกฤต วิถีที่แห่งการกระดก) ในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้พี่ฟิลิปแกสามารถอธิบายพฤติกรรมของการเลือกตั้งที่ชนะถล่มทลายได้ว่ามาจากอะไร พี่แกให้ความเห็นว่าลักษณะของการเลือกและการตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้พรรคใดและใครนั้นไม่ได้มาจากเหตุผลอย่างเดียว เพราะถึงจุดหนึ่งเวลาที่ใกล้วันเลือกตั้ง คนจะหยุดคิด หยุดวิเคราะห์ แต่จะดูกระแสคนหมู่มากว่าจะไปทางไหน แล้วก็กระโจนตามกันไป ซึ่งเขาจะเรียกว่า มวลวิกฤต หรือ Critical Mass ที่น่าสนุกก็คือคุณพี่ฟิลิป แกใช้ทฤษฎีควอนตัมอธิบายได้อย่างชัดเจนและเป็นวิทยาศาสตร์

นักเรียนที่เรียนเรื่องปฏิกิริยานิวเคลียร์ก็คงเห็นคำว่า มวลวิกฤต อยู่บ่อยๆ อธิบายด้วยภาษาที่ง่ายที่สุดสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็คือ เชื้อเพลิงพวกยูเรเนียมจะถูกผ่านกระบวนการทำให้เข้มข้นอย่างมาก และจะถูกเก็บไว้ภายใต้สภาวะมวลใต้วิกฤต นั่นคือยังไม่วิกฤต แต่ใกล้มาก

และตรงตำแหน่งที่มันพร้อมจะแตกตัวแล้วส่งผ่านพลังงานอันมหาศาลออกมาเป็นระเบิด เป็นไฟฟ้า เป็นความร้อน ตำแหน่งนั้นแหละครับคือตำแหน่งเดียวกับที่ลิงทั้งฝูงเปลี่ยนวิธีกินข้าวโพด

ตรงนั้นแหละครับ ตำแหน่งของมวลวิกฤต

สมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็มีการใช้คำพูดกันว่า ได้เกิดมวลวิกฤตของการย้ายถิ่นของนักวิทยาศาสตร์ นั่นคือนักวิจัยอัจฉริยะจำนวนมากมายนับพันคนพร้อมใจกันอพยพจากเยอรมนีและยุโรปไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ประเทศอินเดียก็เคยใช้กระบวนยุทธ์มวลวิกฤตเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงด้านไอทีในประเทศของตน ซึ่งต้องยอมรับว่าเขาทำได้ผล เห็นผู้คนยากจนขนาดนั้น บางเมืองอย่างบังกาลอร์นี่ถือเป็นมหานครแห่งไอทีเลยนะครับ

รัฐบาลเขาเน้น การเชื่อมต่อ ระหว่างประชาชนกับอินเตอร์เน็ต โดยตั้งเป้าไว้ที่การเชื่อมต่อ 100 ล้านจุดภายในห้าปี และสำหรับคนที่ไม่มีปัญญาจะให้รัฐมาเชื่อมต่อที่บ้าน ก็สามารถที่จะเข้ามาเชื่อมต่ออย่างเป็นครั้งเป็นคราวได้ ตาม ไอทีจีฉ่อย หรือ IT Kiosks

อินเดียเขาฝันจะพัฒนาประเทศให้เป็นมหาอำนาจทางไอทีของโลก (Global IT Superpower) ภายในห้าปีข้างหน้าให้ได้ เงี่ยหูฟังเขาบ้างก็ดีนะครับ

ผมมองว่าทั้งเรื่องการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเข้าบ้านและองค์กรให้มากที่สุด หรือการสร้าง IT Kiosks ก็ดี ล้วนเป็นยุทธศาสตร์ที่จะเข้าถึงผู้คนตามทฤษฎี มวลวิกฤต นั่นคือเมื่อคนชั้นกลางของประเทศบริโภคไอทีเป็นอาหารหลักจนเป็นกระแสแล้ว ผู้คนทั้งประเทศก็จะเทใจเทชีวิตมาทางเดียวกันเอง

อย่างที่บอกไว้ในบรรทัดแรก สถานการณ์บ้านเมืองเราเป็นอย่างทุกวันนี้ คำว่ามวลวิกฤตก็ลอยขึ้นมาในหัวผมไม่หยุดหย่อนเลย

ไหนจะเป็นห่วงเป็นใยว่าจะทำอย่างไรให้วัยรุ่นในบ้านเราเกิดมวลวิกฤตหันมามีค่านิยมดีๆ เกี่ยวกับเรื่องความรักความใคร่ให้ดีงามกว่านี้ ไหนจะวิเคราะห์วิจารณ์เอาเองไปเรื่อยว่าตอนนี้ในสนามของการเมืองบ้านเรา ไม้กระดกกำลังทำงานอยู่หรือเปล่า แล้วมันกระดกไปทางไหนแล้วหรือยัง ไหนจะเป็นห่วงว่าบ้านเมืองเราอยู่ในสภาพสุญญากาศอย่างนี้ เราจะไปสู้กับเกาหลี สู้กับอินเดียหรือสู้กับเพื่อนๆ เราแถวนี้ไหวหรือ

ที่เป็นห่วงที่สุดก็คือ ยูเรเนียม มันกำลังเข้มข้น และอยู่ใต้สภาวะมวลใต้วิกฤตอยู่หรือเปล่า แล้วมันจะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขึ้นหรือเปล่า

ขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทย

 
Foto 1 von 59
Weitere Alben (1)

Kittipong Pravalpattakul

Beruf
Ort